| |
สำรวจเส้นทางสู่
"สภาเทคนิคการแพทย์"
กรวดแกร่ง ณ ธารกร้าว รายงาน
|
การประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2546 ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติให้ส่งร่าง
พระราชบัญญัติวิชาชีพเทคนิคการแพทย์ พ.ศ
. ที่ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว
ให้คณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา
ซึ่งคาดว่าสภาผู้แทนราษฎร จะบรรจุร่าง พรบ.นี้ ในสมัยประชุมที่จะถึงนี้
นั่นหมายถึง "สภาเทคนิคการแพทย์" ที่พวกเรารอคอยมายาวนานหลายปี
ใกล้จะเป็นจริงขึ้นมาแล้ว
เส้นทางของ
"สภาเทคนิคการแพทย์" เป็นมาอย่างไร เราลองมาดูกัน
ความพยายามในการผลักดันให้
"เทคนิคการแพทย์" เป็น "วิชาชีพ" มีมานานแล้ว ด้วยเหตุผลที่ว่า
ปัจจุบันวิทยาการและเทคโนโลยีทางด้านเทคนิคการแพทย์ ได้เจริญก้าวหน้าขึ้นเป็นอันมาก
ส่งผลให้มีการพัฒนาการทดสอบใหม่ๆ เพื่อใช้ในการประกอบโรคศิลปะในสาขาเทคนิคการแพทย์ขึ้นจำนวนมากมาย
ประกอบกับผู้ประกอบโรคศิลปะในสาขาดังกล่าวมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น การประกอบโรคศิลปะแผนปัจจุบันสาขาเทคนิคการแพทย์
ที่อยู่ในความควบคุมตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมการประกอบโรคศิลปะ ซึ่งมีคณะกรรมการควบคุมการประกอบโรคศิลปะ
ทำหน้าที่ควบคุมการประกอบโรคศิลปะสาขาต่างๆ ทั้งแผนปัจจุบันและแผนโบราณ
อาจไม่คล่องตัวเท่าที่ควร ดังนั้นเพื่อให้การประกอบโรคศิลปะ สาขาเทคนิคการแพทย์
ดำเนินการได้อย่างเหมาะสม มีประสิทธิภาพ และสามารถควบคุมและส่งเสริมการดำเนินงานได้อย่างอิสระ
คล่องตัว ปกป้องผู้รับบริการจากการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ จากบุคคลซึ่งไม่มีความรู้
อันเป็นภัยและเกิดความเสียหายแก่ประชาชนซึ่งรู้เท่าไม่ถึงการณ์ที่มารับบริการ
จึงสมควรแยกการควบคุมการประกอบวิชาชีพเทคนิคการแพทย์ ออกจากอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการควบคุมการประกอบโรคศิลปะ
โดยจัดตั้ง "สภาเทคนิคการแพทย์" ขึ้น ทำหน้าที่ควบคุมและส่งเสริมการประกอบวิชาชีพเทคนิคการแพทย
์แทนคณะกรรมการควบคุมการประกอบโรคศิลปะเสีย
"สภาเทคนิคการแพทย์"
เริ่มเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น ก็เมื่อเดือนมิถุนายน 2541 ที่สมาคมเทคนิคการแพทย์แห่งประเทศไทย
ร่วมกับสภาคณบดีสถาบันผู้ผลิตบัณฑิตเทคนิคการแพทย์แห่งประเทศไทย ได้
ยกร่าง "พระราชบัญญัติวิชาชีพเทคนิคการแพทย์ พ.ศ
.." ขึ้นมา
ด้วยวัตถุประสงค์หลักคือให้มี "สภาเทคนิคการแพทย์" และเสนอผ่านหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาเป็นลำดับ
การพิจารณาในแต่ละขั้นตอน สะดุดหยุดชะงักเป็นระยะๆ จนเปลี่ยนรัฐบาลมาหลายรัฐบาล
และและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขมาหลายคน จนแทบจะไม่เห็นแววแห่งความสำเร็จ
แต่แล้วเมื่อมาถึงรัฐบาลนายกทักษิณ ชินวัตร ที่มีนางสุดารัตน์ เกยุราพันธ์
เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการในขณะนั้น
ร่าง พรบ.วิชาชีพเทคนิคการแพทย์ ที่ค้างเติ่งมานานก็ถูกนำมาปัดฝุ่นอีกครั้ง
และ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รัฐมนตรีช่วยว่าการ ก็ได้ลงนามในหนังสือเสนอให้มีการจัดตั้ง
สภาเทคนิคการแพทย์ และสภากายภาพบำบัด เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2544 ก่อนส่งให้คณะกรรมการกลั่นกรอง
พิจารณานำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี
เดือนมีนาคม 2545 คณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 4
(คกก.4) ได้มีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติวิชาชีพเทคนิคการแพทย์
พ.ศ. .... (ให้มีกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพเทคนิคการแพทย์ เพื่อรองรับการจัดตั้งสภาเทคนิคการแพทย์)
และร่างพระราชบัญญัติวิชาชีพกายภาพบำบัด พ.ศ. .... (ให้มีกฎหมายว่าด้วยการประกอบวิชาชีพกายภาพบำบัด
เพื่อรองรับการจัดตั้งสภากายภาพบำบัด) ทั้ง 2 ฉบับ ตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ
และเห็นชอบให้นำเรื่องเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้ ต่อมาคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่
2 เมษายน 2545 อนุมัติตามมติ คกก.4 และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา
โดยรับข้อสังเกตของทบวงมหาวิทยาลัยไปพิจารณา ด้วย
คณะกรรมการกฤษฎีกา ได้พิจารณาและสอบทานถ้อยคำ ภาษา ที่กำหนดไว้ในร่างกฎหมายว่า
การใช้คำศัพท์ทางกฎหมายมีความหมายตรงและถูกต้องหรือไม่ ข้อบัญญัติในร่างกฎหมายนั้นได้เคยบัญญัติไว้ในกฎหมายฉบับก่อนๆหรือไม่
และมีข้อความที่ขัดหรือแย้งกับกฎหมายอื่นที่ได้ตราขึ้นไว้ก่อนหน้านั้นแล้วหรือไม่
หลังจากที่ได้ผ่านการตรวจสอบแล้ว คณะกรรมการกฤษฎีกาก็ส่งร่างกฎหมายกลับไปให้คณะรัฐมนตรพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง
และล่าสุด ในการประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2546 ที่ผ่านมา
คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้ส่งร่าง "พระราชบัญญัติวิชาชีพเทคนิคการแพทย์
พ.ศ
." ที่ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว ให้คณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา
ก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป ซึ่งคาดว่าสภาผู้แทนราษฎร จะบรรจุร่าง
พรบ.นี้ ในสมัยประชุมที่จะถึงนี้ นั่นหมายความว่า ระยะเวลาที่เราจะมี
"สภาเทคนิคการแพทย์" ใกล้เขยิบใกล้เข้ามาอีก 1 ขั้นแล้ว
อย่างไรก็ตาม
แม้ว่าเราจะผ่านขั้นตอนที่ยุ่งยากมาหลายขั้นตอนแล้ว ก็ยังมิได้หมายความว่า
"สภาเทคนิคการแพทย์" จะถือกำเนิดขึ้นได้ทันที เพราะเมื่อหากผ่านขั้นตอนการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรไปได้แล้ว
ร่าง พรบ.ฉบับนี้ยังจะต้องผ่านการพิจารณาของวุฒิสภาอีก และเมื่อผ่านการพิจารณาของวุฒิสภาทั้ง
3 วาระแล้ว รัฐสภาก็ยังจะต้องจัดส่งร่าง พรบ.ฉบับนี้ กลับไปยังสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี
เพื่อนายกรัฐมนตรีจะนำร่างกฎหมายที่ผ่านการพิจารณานั้นขึ้นกราบบังคมทูล
เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย จากนั้น สำนักงานราชเลขาธิการก็จะส่งกฎหมายกลับไปยังนายกรัฐมนตรี
นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้สนองพระบรมราชโองการ ก็จะส่งให้เจ้าหน้าที่นำไปประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ซึ่งกฎหมายจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ถัดจากวันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
เป็นต้นไป
นี่คือกระบวนการ
และเส้นทางของ "สภาเทคนิคการแพทย์" ที่เราจะต้องเฝ้าติดตาม
ซึ่งก็คาดหวังว่า เราจะมีสภาเทคนิคการแพทย์ ได้ทันวาระแห่งการเฉลิมฉลอง
50 ปีเทคนิคการแพทย์ไทย ในปี 2549-2550 ที่จะถึงนี้
|