ชมรมเทคนิคการแพทย์สัมพันธ์
ศูนย์ข้อมูลสารสนเทศทางเทคนิคการแพทย์ : Medical Technology Information Centre
 
ตรวจสอบสาระสำคัญของร่าง พรบ.วิชาชีพเทคนิคการแพทย์
ที่คณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจแก้ไขจากร่างฉบับเดิม

             ขณะนี้ร่าง พรบ.วิชาชีพเทคนิคการแพทย์ พ.ศ… ที่ผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร ในวาระที่ 1 ไปแล้ว อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมธิการ ก่อนนำเข้าสู่การพิจารณาในวาระที่ 2 และ 3 ต่อไป

                ก่อนที่ผลการพิจารณาของคณะกรรมาธิการจะออกมา ซึ่งยังไม่ทราบว่าจะเป็นในรูปแบบใด เราลองมาดูสาระสำคัญของร่างกฎหมาย ที่คณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา และคณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้ส่งให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาจนผ่านวาระ 1 ไปแล้ว ว่ามีเนื้อหาที่แตกต่างจากร่างฉบับเดิมที่สมาคมเทคนิคการแพทย์แห่งประเทศไทย และสภาคณบดีสถาบันผลิตบัณฑิตเทคนิคการแพทย์แห่งประเทศไทย ยกร่างไว้ เมื่อเดือนมิถุนายน 2541 อย่างไร

                ใร่างฯ ที่ผ่านการตรวจพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา มีทั้งสิ้น 57 มาตรา โดยตัดมาตรา 3 จากร่างเดิมออก และได้ให้นิยามของวิชาชีพเทคนิคการแพทย์ (ร่างมาตรา 3) ว่า "วิชาชีพที่กระทำต่อมนุษย์ เพื่อให้ได้สิ่งตัวอย่างทางการแพทย์ และดำเนินการโดยวิธีทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการตรวจ ทดสอบ วิเคราะห์ วิจัย และรายงานผลการตรวจ เพื่อการวินิจฉัย การติดตามการรักษา การพยากรณ์โรค และการป้องกันโรค หรือเพื่อประเมินภาวะสุขภาพ" โดยแก้ไขคำว่า "….กระทำต่อร่างกายมนุษย์เพื่อให้ได้สิ่งตัวอย่าง และดำเนินการอย่างมีมาตรฐานโดยวิธีทางวิทยาศาสตร์…." จากร่างเดิม เป็น "…กระทำต่อมนุษย์ เพื่อให้ได้สิ่งตัวอย่างทางการแพทย์ และดำเนินการโดยวิธีทางวิทยาศาสตร์…." ซึ่งคณะกรรมการกฤษฎีกาให้เหตุผลว่า เป็นการแก้ไขให้มีความชัดเจน และสอดคล้องกับลักษณะการปฏิบัติงาน นอกจากนี้ ยังมีการเพิ่มเติมถ้อยคำ "ผู้แทนคณะกรรมการวิชาชีพสาขาเทคนิคการแพทย์ ให้หมายความถึง ผู้แทนสภาเทคนิคการแพทย์ " (ร่างมาตรา 4) เพื่อให้ครอบคลุมและรองรับการกล่าวถึงกรรมการวิชาชีพให้เป็นไปตามร่างพระราชบัญญัติด้วย

                ในบทบัญญัติที่ว่าด้วยสภาเทคนิคการแพทย์ ได้กำหนดให้มีสภาเทคนิคการแพทย์ มีฐานะเป็นนิติบุคคล (ร่างมาตรา 6) และกำหนดวัตถุประสงค์ของสภาเทคนิคการแพทย์ (ร่างมาตรา 7) และมีอำนาจหน้าที่ต่างๆ (ร่างมาตรา 8) ซึ่งเป็นการกำหนดวัตถุประสงค์และอำนาจหน้าที่ของสภาเทคนิคการแพทย์ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ในบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับสิทธิและหน้าที่ของสมาชิก ในการแสดงความเห็นเกี่ยวกับกิจการของสภาเทคนิคการแพทย์ กรณีที่สมาชิกร่วมกันตั้งแต่ 50 คนขึ้นไปเสนอให้คณะกรรมการพิจารณาเรื่องใดที่เกี่ยวกับกิจการของสภาเทคนิคการแพทย์ มีการกำหนดเงื่อนเวลาที่คณะกรรมการต้องพิจารณ าและแจ้งผลการพิจารณาให้ผู้เสนอทราบ จากเดิม "โดยไม่ชักช้า" เป็น "ภายใน 90 วันนับแต่วันที่ได้รับเรื่อง" ในส่วนของอำนาจหน้าที่ ของคณะกรรมการสภาเทคนิคการแพทย์ (ร่างมาตรา 22) คณะกรรมการกฤษฎีกาได้แก้ไขเพิ่มเติมให้คณะกรรมการฯ มีอำนาจหน้าที่ในการออกข้อบังคับในเรื่องใบอนุญาต การต่ออายุใบอนุญาต การออกใบแทนใบอนุญาต (ร่างมาตรา 22 (4)(ฌ)) และการออกข้อบังคับในเรื่องหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการสอบความรู้ตามมาตรา 32 (ร่างมาตรา 22(4)(ฑ)) เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการปฏิบัติมากขึ้น สำหรับการดำเนินการของคณะกรรมการ ได้กำหนดหลักเกณฑ์โดยทั่วไปของการประชุมคณะกรรมการ กำหนดมติที่ประชุมต่างๆ โดยได้แก้ไขกรณีการพักใบอนุญาตหรือเพิกถอนใบอนุญาต จากเดิมที่ใหเถือคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนคณะกรรมการทั้งหมด เป็น "ให้ถือคะแนนเสียงข้างมาก" ซึ่งคณะกรรมการกฤษฎีกาให้เหตุผลที่ต้องแก้ไขว่า หากคงไว้ตามร่างเดิม คือใช้เสียงสองในสามของที่ประชุม จะไม่เกิดผลในทางปฏิบัติ ประกอบกับมีขั้นตอนการตรวจสอบและคานอำนาจโดยสภานายกพิเศษอยู่แล้วตามมาตรา 26 (ร่างมาตรา 24 และร่างมาตรา 26)

               การควบคุมการประกอบวิชาชีพ ที่มีบทบัญญัติห้ามมิให้ผู้ใดซึ่งมิได้เป็นผู้ประกอบวิชาชีพเทคนิคการแพทย์ ทำการประกอบวิชาชีพเทคนิคการแพทย์ หรือแสดงด้วยวิธีใดๆ ให้ผู้อื่นเข้าใจว่าตนมีสิทธิเป็นผู้ประกอบวิชาชีพดังกล่าว ได้มีการเพิ่มเติมกรณียกเว้น สำหรับบุคคลซึ่งปฏิบัติงานในสถานพยาบาลตามกฎหมายว่าด้วยสถานพยาบาล กระทำการประกอบวิชาชีพเทคนิคการแพทย์ ในความควบคุมของผู้ประกอบวิชาชีพเทคนิคการแพทย์ ทั้งนี้ ตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา (ร่างมาตรา 27 (5)) และได้เพิ่มเติมถ้อยคำ "ในความควบคุมของเจ้าหน้าที่ ซึ่งเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเทคนิคการแพทย์หรือผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม" ในร่างเดิม ที่ให้ยกเว้นสำหรับบุคคลซึ่งกระทรวง ทบวง กรม เทศบาล องค์การบริหารส่วนจังหวัด องค์การบริหารส่วนตำบล กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษอื่นตามที่มีกฎหมายกำหนด หรือสภากาชาดไทย มอบหมายให้ประกอบวิชาชีพเทคนิคการแพทย์ ในความควบคุมของเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเทคนิคการแพทย์ ทั้งนี้ตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา

              ในบทบัญญัติที่กำหนดให้ผู้ขอขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตต้องเป็นสมาชิกแห่งสภาเทคนิคการแพทย์ และมีคุณสมบัติตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับสภาเทคนิคการแพทย์ มีการเพิ่มถ้อยคำ "ต้องผ่านการสอบความรู้ตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับ" อีกด้วย (ร่างมาตรา 31)

              นอกจากนี้ ยังได้กำหนดให้มีกระบวนการกล่าวหา กล่าวโทษ ผู้ประกอบวิชาชีพซึ่งประพฤติผิดข้อจำกัดและเงื่อนไข หรือประพฤติผิดจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพ (ร่างมาตรา 32 และร่างมาตรา 34) กำหนดให้มีคณะอนุกรรมการจรรยาบรรณ อนุกรรมการสอบสวน เพื่อดำเนินการตรวจสอบในกระบวนการดังกล่าว (ร่างมาตรา 32 ถึง ร่างมาตรา 41) และกำหนดให้มีการแจ้งคำสั่งสภาเทคนิคการแพทย์ตามมาตรา 41 ไปยังผู้ถูกกล่าวหา หรือผู้ถูกกล่าวโทษ และแจ้งผลการวินิจฉัยชี้ขาดให้ผู้กล่าวหาหรือผู้กล่าวโทษทราบด้วย (ร่างมาตรา 42) รวมทั้งได้กำหนดห้ามการประกอบวิชาชีพสำหรับผู้ประกอบวิชาชีพซึ่งอยู่ในระหว่างถูกสั่งพักใบอนุญาตหรือถูกสั่งเพิกถอนใบอนุญาต และกำหนดวิธีการในการขอรับใบอนุญาตใหม่ เพื่อให้เกิดความชัดเจนในทางปฏิบัติ (ร่างมาตรา 43 ร่างมาตรา 44 และร่างมาตรา 45)

        ในบทบัญญัติที่ว่าด้วยพนักงานเจ้าหน้าที่ ได้กำหนดให้พนักงานเจ้าหน้าที่ มีอำนาจในการเข้าไปในสถานที่ทำการของผู้ประกอบวิชาชีพ หรือมีอำนาจเข้าไปในสถานที่หรือยานพาหนะใดๆ ที่มีเหตุอันควรสงสัยว่าจะมีการกระทำผิดตามพระราชบัญญัตินี้ คณะกรรมการกฤษฎีกาได้ปรับปรุงแก้ไขการใช้อำนาจค้นของพนักงานเจ้าหน้าที่ ให้สอดคล้องกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ร่างมาตรา 46) และได้กำหนดให้พนักงานเจ้าหน้าที่ต้องมีบัตรประจำตัวพนักงานเจ้าหน้าที่ โดยบัตรดังกล่าวให้เป็นไปตามแบบที่รัฐมนตรีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา รวทั้งกำหนดให้พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญาด้วย (ร่างมาตรา 47 และร่างมาตรา 48)

                ในส่วนของบทกำหนดโทษ คณะกรรมการกฤษฎีกา ได้กำหนดบทกำหนดโทษกรณีมีผู้ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ โดยกำหนดบทกำหนดโทษในกรณีต่างๆ เช่น การประกอบวิชาชีพโดยไม่ได้รับอนุญาต การประกอบวิชาชีพในระหว่างถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตหรือถูกสั่งเพิกถอนใบอนุญาต การใช้คำหรือข้อความที่แสดงให้ผู้อื่นเข้าใจว่าเป็นผู้มีความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพ การไม่ส่งคืนใบอนุญาตเมื่อสมาชิกภาพสิ้นสุดลง การไม่อำนวยความสะดวกแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ การไม่มาให้ถ้อยคำหรือไม่ส่งเอกสารหรือวัตถุให้แก่คณะอนุกรรมการ โดยได้แก้ไขโทษจำคุกต่อโทษปรับให้สูงขึ้นจากเดิม เพื่อให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์การกำหนดโทษทางอาญาในปัจจุบัน (ร่างมาตรา 49 ถึงร่างมาตรา 52)

                นอกจากนี้ คณะกรรมการกฤษฎีกา ได้ปรับปรุงอัตราค่าธรรมเนียมวิชาชีพเทคนิคการแพทย์ใหม่ โดยเปรียบเทียบกับอัตราค่าธรรมเนียมวิชาชีพอื่นๆ ทางด้านสาธารณสุข เช่น อัตราค่าธรรมเนียมวิชาชีพทันตกรรม และอัตราค่าธรรมเนียมวิชาชีพเภสัชกรรม เป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน

                 นอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว คณะกรรมการกฤษฎีกา ยังได้ปรับปรุงถ้อยคำเล็กๆ น้อยๆ ในบางมาตราให้มีความชัดเจน รัดกุมยิ่งขึ้น แต่เนื้อหาสาระของบทบัญญัติยังคงเดิม ผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดร่าง พรบ.วิชาชีพเทคนิคการแพทย์ ฉบับที่ผ่านการตรวจพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ที่หน้าแรกของเว็บไซต์

                 อย่างไรก็ตาม แม้ว่าคณะกรรมการกฤษฎีกา จะได้ตรวจพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติม และปรับปรุงถ้อยคำในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ จากร่างเดิมที่สมาคมเทคนิคการแพทย์แห่งประเทศไทย และสภาคณบดีสถาบันผลิตบัณฑิตเทคนิคการแพทย์แห่งประเทศไทยยกร่างไว้ไปครั้งหนึ่งแล้ว แต่เมื่อร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในวาระที่ 1 ไปสู่การพิจารณาของคณะกรรมาธิการในขณะนี้ ก็อาจมีการแก้ไขเพิ่มเติม และปรับปรุงถ้อยคำ ตลอดจนเนื้อหาบางส่วนในร่างพระราชบัญญัตินี้อีกก็ได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่เราชาวเทคนิคการแพทย์จะต้องติดตามกันต่อไป

                                            ศูนย์ข้อมูล e-MedTecH รายงาน   

กลับไปหน้าหลัก