ชมรมเทคนิคการแพทย์สัมพันธ์
ศูนย์ข้อมูลสารสนเทศทางเทคนิคการแพทย์ : Medical Technology Information Centre
 
 
บทความ : มุมมองของแพทย์ ต่อร่าง พรบ.วิชาชีพเทคนิคการแพทย์

                ขณะที่ ร่าง พรบ.วิชาชีพเทคนิคการแพทย์ กำลังค้างอยู่ระหว่างการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งปิดสมัยประชุมไปก่อนที่จะพิจารณาให้แล้วเสร็จ นพ.อติเรก จิวะพงศ์ ได้เขียนบทความลง ในคอลัมน์มุมสมาชิกแพทย์ ในหนังสือเมดิคอลไทม์ เมื่อเร็วๆ นี้ โดยมีประเด็นที่กล่าวถึงร่าง พรบ.วิชาชีพกายภาพบำบัด และร่าง พรบ.วิชาชีพเทคนิคการแพทย์ไว้อย่างน่าสนใจ ศูนย์ข้อมูล e-MedTecH จึงขอคัดบทความดังกล่าวมาให้อ่าน ดังนี้

        นพ.อติเรก จิวะพงศ์ ได้เกริ่นนำบทความดังกล่าวว่า เป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปว่า การดูแลรักษาผู้ป่วยและการให้คำปรึกษาแนะนำ เกี่ยวกับการเสริมสร้างสุขภาพ เพื่อป้องกันโรค และเสริมใจให้เป็นสุข เป็นการประกอบวิชาชีพแพทย์ ซึ่งต้องอาศัยความรู้ที่ถูกต้อง ความชำนาญหรือประสบการณ์พอสมควร กับต้องมีความเมตตา กรุณาเป็นที่ตั้ง (ทั้งในใจและการปฏิบัติ) จึงไม่น่าจะใช่เป็นการบริการเชิงพาณิชย์ เพื่อความพึงพอใจของลูกค้า หรือผู้รับบริการเพียงฝ่ายเดียว หรือหวังการค้ากำไรเป็นที่ตั้ง คุณธรรมอันนี้เป็นที่คาดหวังของสังคมพวกเราที่เป็นแพทย์ และยังประกอบวิชาชีพอยู่ต้องพึงตระหนัก และชัดเจนในจิตสำนึก

        บทความ กล่าวต่อไปว่า แพทย์ทำงานคนเดียวไม่ได้ แม้จะเป็นหน่วยที่เล็กที่สุด คือ สำนักงานแพทย์หรือคลินิกก็ยังต้องมีคนช่วย ถ้าเป็นสำนักงานแพทย์ร่วมหรือโพลีคลินิก ยิ่งต้องมีคนช่วยเหลือร่วมทำงานมากขึ้น ถ้าเป็นโรงพยาบาลก็ยิ่งต้องมีหลายฝ่ายร่วมช่วยทำงานกล่าวคือ นอกจากแพทย์ พยาบาล และเภสัชกรแล้ว ยังมีทันตแพทย์ และบุคลากรเคียงแพทย์อีกหลายฝ่าย เช่น นักกายภาพบำบัด นักเทคนิคการแพทย์ และผู้ช่วยเฉพาะการต่าง ๆเป็นต้น เดิมสังคมแพทย์เป็นสังคมเล็ก ๆ มีเพียงแพทย์และพยาบาลเท่านั้น (บางครั้งยังเป็นครอบครัวเดียวกันด้วย) แต่จากการพัฒนาทางการแพทย์ สังคม และคนไข้มีเพิ่มมากขึ้น การดูแลรักษาคนไข้จึงต้องช่วยกัน ทำเป็นทีม เป็นกลุ่ม จะทำคนเดียว 2 คนเช่นแต่ก่อนไม่ได้ และทุกฝ่าย ทุกส่วนก็มีคนมากขึ้น ตามการเจริญเติบโตพัฒนาต่อไป เป็นธรรมดากับปัญหาเฉพาะกลุ่มเฉพาะฝ่ายที่ต้องมีมากขึ้น แต่ละกลุ่ม แต่ละฝ่ายจึงต้องมีกฎเกณฑ์และระเบียบต่าง ๆ เพื่อควบคุมและแก้ปัญหาในแต่ละกลุ่ม

        บทความ ยังกล่าวต่ออีกว่า เดิมมีสภาวิชาด้านแพทย์เพียง 4 สภาเท่านั้น คือ แพทยสภา สภาพยาบาล สภาเภสัชฯ และทันตแพทยสภา แต่ในอนาคตอันใกล้นี้จะมีสภาที่เกี่ยวกับบุคลากรเคียงแพทย์เกิดขึ้นอีกหลายสภา เช่น สภานักกายภาพบำบัด และสภาเทคนิคการแพทย์ เป็นต้น ซึ่งพระราชบัญญัติที่ครอบคลุม 2 สภาที่กำลังจะเกิดใหม่นี้ ยังอยู่ในขั้นตอนของการพิจารณาของรัฐสภาอยู่ในขณะนี้ เมื่อได้พิจารณา ร่าง พ.ร.บ. ทั้ง 2 ฉบับนี้ดูแล้ว จะเห็นว่าสาระโดยทั่ว ๆ ไปก็คล้าย ๆ กับ พ.ร.บ. วิชาชีพอื่น ๆ คือ มีหลักการและเหตุผล คำนิยาม (อันนี้สำคัญมากเพราะบ่งบอกถึงหลักการเฉพาะของ พ.ร.บ. นั้น ๆ) สมาชิกภาพ อำนาจหน้าที่และการดำเนินงานของคณะกรรมการควบคุม บทลงโทษ เป็นต้น ถ้าได้ศึกษาลงไปในรายละเอียดของ พ.ร.บ. ทั้ง 2 ฉบับในส่วนที่เกี่ยวข้องหรือเกี่ยวเนื่องกับการประกอบวิชาชีพแพทย์ ก็คือหนึ่งในร่าง พ.ร.บ. วิชาชีพกายภาพบำบัด พ.ศ. … มาตรา 3 วิชาชีพกายภาพบำบัด หมายความว่า การกระทำต่อมนุษย์เกี่ยวกับการตรวจประเมิน วินิจฉัย และการบำบัด ความบกพร่องของร่างกายซึ่งเกิดเนื่องจากภาวะของโรค หรือการเคลื่อนไหวที่ไม่ปกติ การป้องกัน การแก้ไข และการฟื้นฟูความเสื่อมสภาพความพิการของร่างกาย รวมทั้งการส่งเสริมสุขภาพร่างกาย และจิตใจ ด้วยวิธีการทางกายภาพบำบัด หรือการใช้เครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่รัฐมนตรีประกาศ โดยคำแนะนำของคณะกรรมการให้เป็นเครื่องมือหรืออุปกรณ์กายภาพบำบัด

        บทความยังกล่าวด้วยว่า ถ้าได้พิจารณาอย่างผิวเผินจะเห็นว่า คล้ายกับการประกอบวิชาชีพเวชกรรมใน พ.ร.บ. ประกอบวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2525 ค่อนข้างมาก คือ เป็นการกระทำต่อมนุษย์เกี่ยวกับการตรวจประเมิน (ใน พ.ร.บ. เวชกรรมใช้ว่า การตรวจโรค) การวินิจฉัย และ การบำบัดความบกพร่องของร่างกาย ซึ่งเกิดจากภาวะของโรคหรือความเคลื่อนไหวที่ไม่ปกติ (ใน พ.ร.บ. ประกอบวิชาชีพเวชกรรมใช้ว่า การตรวจโรค การวินิจฉัยโรค การบำบัดโรค การป้องกันโรค) การแก้ไขและการฟื้นฟูความเสื่อมสภาพ ความพิการของร่างกาย

        ถ้าพิจารณาอย่างไตร่ตรองอาจพบว่า ในอนาคตอาจเกิดปรากฏการณ์บางอย่าง เช่น คนไข้ไม่แน่ใจหรือสับสนเกี่ยวกับทางเลือกในวิธีการรักษา โดยมีทางเลือกหมอ เพื่อให้ได้ "หมอทางเลือก" ตามความเข้าใจของคนไข้ เช่น โรคที่มีอาการปวด (อย่างโรคปวดหลัง) หรือโรคที่มีอาการอักเสบต่าง ๆ (อย่างโรคข้ออักเสบ) คนไข้อาจเลือกรักษาได้ทั้งทางยา การผ่าตัด หรือรักษาด้วยความร้อน ความเย็น ด้วยแสง ด้วยเสียง ด้วยกระแสไฟฟ้า เป็นต้น หรือการนวดเพื่อรักษาความพิการของแขน ขา เป็นต้น การประกอบวิชาชีพทางแพทย์แต่ละแบบคงต้องประชาสัมพันธ์กันมากขึ้น เพื่อให้คนไข้มีโอกาสเลือกได้มากขึ้น

         "พ.ร.บ. ฉบับนี้จึงน่าจะเป็นที่สนใจของแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู ศัลยแพทย์ ออร์โธปิดิกส์และวิสัญญีแพทย์ที่รักษาความเจ็บปวด ทั้งนี้ รวมทั้งแพทย์โรคข้อรูมาติสชั่มอย่างยิ่ง ที่ต้องตระหนักและเตรียมการต่อไป" บทความของ นพ.อติเรก กล่าว

         สำหรับ ร่าง พ.ร.บ. เทคนิคการแพทย์ นพ.อติเรก ได้หยิบยกคำนิยามวิชาชีพในมาตรา 3 ที่ว่า วิชาชีพเทคนิคการแพทย์หมายความว่า วิชาชีพที่กระทำต่อมนุษย์ เพื่อให้ได้สิ่งตัวอย่างทางการแพทย์ และการดำเนินการโดยวิธีทางวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีในการตรวจ ทดสอบ วิเคราะห์ วิจัย และ การรายงานผลการตรวจ เพื่อการวินิจฉัย การติดตามการรักษา การพยากรณ์โรค และการป้องกันโรค หรือเพื่อการประเมินภาวะสุขภาพ มาตั้งเป็นข้อสังเกตว่า การกระทำต่อมนุษย์ เพื่อให้ได้ส่งตัวอย่างทางการแพทย์ เพื่อการวินิจฉัย ติดตามพยากรณ์โรค จะทำได้มากน้อยเพียงใด เช่น เจาะเลือด เจาะเนื้อ เจาะกระดูก เพื่อได้ตัวอย่างที่จะเอาไปตรวจวิเคราะห์ (biopsy) จะทำอย่างไร ใครควรทำ ใครสามารถทำได้คงต้องแล้วแต่คณะกรรมการสภาเทคนิคการแพทย์กำหนดเงื่อนไขต่อไป ตามมาตรา 23 ข้อ 4 (ณ) แต่ต้องคำนึงถึงความสามารถ และความปลอดภัยที่จะเกิดกับคนไข้ด้วย

         ในส่วนมาตรา 28 ที่กำหนดว่า ห้ามมิให้ผู้ใดซึ่งมิได้เป็นผู้ประกอบวิชาชีพเทคนิคการแพทย์ ทำการประกอบวิชาชีพเทคนิคการแพทย์…. เว้นแต่กรณี (2) การช่วยเหลือแก่ผู้ป่วยตามหน้าที่ตามกฎหมาย หรือตามธรรมจรรยา โดยมิได้รับประโยชน์ตอบแทน นพ.อติเรกเห็นว่า ตามมาตรานี้คงอนุโลมให้แพทย์ทำได้ ถ้าไม่คิดค่าตอบแทนจากคนไข้ และ (6) ผู้ประกอบโรคศิลปะ หรือผู้ประกอบวิชาชีพอื่น ซึ่งการประกอบโรคศิลปะ หรือ ประกอบวิชาชีพอื่นตามข้อจำกัดและเงื่อนไขตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบโรคศิลปะ หรือ กฎหมายว่าด้วยการประกอบวิชาชีพนั้น นพ.อติเรกบอกว่า มาตรานี้ได้กำหนดไว้ชัดแจ้งว่า ผู้ประกอบอาชีพเวชกรรมตามมาตรา 4 พ.ศ. 2525 ทำได้อยู่แล้ว ไม่น่ากังวล อาจมีรายละเอียดอีกบางประการ ที่แพทย์และผู้เกี่ยวข้องอาจสนใจ และมีความเห็นซึ่งสามารถเสนอไปท ี่คณะกรรมการสาธารณสุขของวุฒิสภาได้

                      
 

กลับไปหน้าหลัก