| เทคนิคการแพทย์ตกขบวนรถไฟสายสุขภาพไปหรือยัง
: คำถามที่ต้องการคำตอบ |
แม้จะยังไม่มีความชัดเจนว่า
ท้ายที่สุดแล้ว เทคนิคการแพทย์ จะถูกจัดอยู่ในกลุ่มงานสนับสนุนงานหลักทางเทคนิคเฉพาะด้าน
(Technical Support) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสายงานของกลุ่มช่าง แทนที่จะถูกจัดอยู่ในกลุ่มงานบริการประชาชนด้านสุขภาพและสวัสดิภาพ
(Caring Service) เหมือนกับวิชาชีพด้านสุขภาพอื่นๆ ตามโครงการปรับปรุงระบบจำแนกตำแหน่งและค่าตอบแทน
สำหรับราชการพลเรือนไทย หรือไม่ แต่พลันที่เรื่องนี้ปรากฏขึ้น เสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสมในการจัดกลุ่มงานดังกล่าวในหมู่เทคนิคการแพทย์ก็ดังขรมขึ้น
ที่ดังขรมขึ้น
ก็เพราะเรื่องนี้มันกระทบกับปากท้อง และความก้าวหน้าของเทคนิคการแพทย์
ที่เป็นข้าราชการพลเรือน ซึ่งอาจจะเรียกได้ว่า เป็นประชากรกลุ่มใหญ่ของวิชาชีพก็ว่าได้
แน่นอน เสียงที่วิพากษ์จารณ์ที่ดังขึ้นทั่วสารทิศเวลานี้ แทบไม่มีเสียงใดที่เห็นดีเห็นงาม
ไปกับการถูกผลักออกจากกลุ่มบริการสุขภาพเลยแม้แต่น้อย ท่ามกลางคำถามที่เกิดขึ้นมากมาย
ว่าเหตุใดเทคนิคการแพทย์ของเราจึงประสบชะตากรรมเช่นนี้ ระคนไปกับเสียงบ่นด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ
และสิ้นหวังกับวิชาชีพ จนถึงขนาดเสนอให้เปลี่ยนชื่อวิชาชีพไปเสียเลย
ผู้คนจะได้ไม่เข้าใจว่าเป็นนายช่างซ่อมเครื่องมือแพทย์อย่างที่เป็นอยู่
เรื่องการนำสมรรถนะ
(Competency) มาใช้กับระบบราชการพลเรือนไทย ซึ่งนำไปสู่การจัดกลุ่มงานตามต้นแบบสมรรถนะ
(Competency Model) ออกเป็นกลุ่มงานต่างๆ ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้
หากแต่สำนักงาน กพ. ได้ดำเนินการเรื่องนี้มาตั้งแต่ 2-3 ปีที่แล้ว
โดยว่าจ้างบริษัทเฮย์กรุ๊ป จำกัดมาเป็นที่ปรึกษา แล้วเหตุใดในช่วงเวลาที่ผ่านมา
จึงไม่มีเทคนิคการแพทย์คนใดรู้ระแคะระคายมาก่อนเลยว่า ร่างต้นแบบสมรรถนะที่จัดทำขึ้นเมื่อต้นปี
2547 จะจัดเทคนิคการแพทย์ไว้ในกลุ่ม Technical Support แทนที่จะเป็น
Caring Service เฉกเช่นเดียวกับเพื่อนร่วมวิชาชีพด้านสุขภาพอื่นๆ คำถามที่ตามมาก็คือ
ในเวลาที่ผ่านมา องค์กรวิชาชีพของเรา ทราบเรื่องนี้หรือไม่ และได้แสดงบทบาทอะไรบ้างกับเรื่องเหล่านี้
หากจะกล่าวกันโดยเนื้อแท้แล้ว
คงไม่มีใครปฏิเสธว่า การนำสมรรถนะ ซึ่งหมายความถึง คุณลักษณะใดๆ ทั้งในเชิงองค์ความรู้
ทักษะ ความสามารถ ประสบการณ์ ตลอดจนพฤติกรรมที่ทำให้บุคคลสามารถสร้างผลงานได้โดดเด่นกว่าคนอื่นๆ
ในองค์กรและตำแหน่งหน้าที่เดียวกัน มาใช้ในการบริหารงานบุคคลแทนระบบเดิมที่ใช้กันมานานกว่า
30 ปี เอื้อต่อการบริหารงานอย่างมีประสิทธิภาพ ที่สำคัญคือจะทำให้เจ้าหน้าที่ภาครัฐได้รับค่าตอบแทนตามผลงาน
เทียบเคียงกับภาคเอกชน อันเป็นส่วนหนึ่งของรูปแบบการบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่
ที่เน้นการทำงานโดยยึดผลลัพธ์ ความคุ้มค่า ความรับผิดชอบ และความสามารถตอบสนอง
ความต้องการของสังคม และประชาชนผู้รับบริการ
แต่หากจะกล่าวเฉพาะเทคนิคการแพทย์
การถูกผลักออกจากกลุ่มบริการสุขภาพ ไปสู่กลุ่มสนับสนุนงานหลัก ส่งผลต่อขวัญและกำลังใจของผู้ปฏิบัติงานอย่างยิ่ง
เพราะนั่นเท่ากับว่าสถานะความเป็น "วิชาชีพ" หนึ่งใน 5 วิชาชีพหลักด้านสุขภาพ
ที่อยู่คู่วงการสาธารณสุขของประเทศไทยมาเกือบ 50 ปี ถูกลดความสำคัญลง
และยิ่งไปดูร่าง "ต้นแบบสมรรถนะ (Copetency Model)" ซึ่งจัดทำโดยคณะทำงานโครงการนำร่อง
สำนักงาน กพ. ร่วมกับบริษัท เฮย์กรุ๊ป จำกัด เมื่อเดือนมกราคม 2547
ก็ยิ่งจะชวนให้ฉงนสนเท่ห์อยู่มิใช่น้อย เพราะบุคลากรในสายสาธารณสุข
เกือบทุกสายงานถูกจัดอยู่ในกลุ่ม Caring Service แทบทั้งนั้น ไล่เรียงไปตั้งแต่
เจ้าพนักงานทันตสาธารณสุข พยาบาลวิชาชีพ พยาบาลเทคนิค เจ้าหน้าที่พยาบาล
นักกายภาพบำบัด เจ้าพนักงานเวชกรรมฟื้นฟู นักโภชนาการ เภสัชกร แพทย์
ทันตแพทย์ เจ้าพนักงานส่งเสริมสุขภาพ เจ้าพนักงานสาธารณสุขชุมชน เจ้าพนักงานควบคุมโรค
เจ้าพนักงานสุขาภิบาล ฯลฯ แล้วเหตุใด "เทคนิคการแพทย์" ซึ่งเป็นวิชาชีพด้านสุขภาพแท้ๆ
จึงถูกเว้นวรรค และนำไปจัดรวมอยู่ในกลุ่มนายช่างต่างๆ ในกลุ่ม Technical
Support เล่า สำนักงาน กพ. และบริษัทที่ปรึกษา อาจมีเหตุผลที่จะอธิบายเรื่องนี้
แต่เราก็มิอาจล่วงรู้ได้
"..ท้ายที่สุดแล้วข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร
เทคนิคการแพทย์ของเรายืนอยู่ในสถานะใด ยังอยู่ในกลุ่มวิชาชีพเฉพาะหรือไม่
ตกขบวนรถไฟสายสุขภาพไปหรือยัง.."
|
อาจมีคำถามเกิดขึ้นว่า
เมื่อเทคนิคการแพทย์ ถูกจัดอยู่ในกลุ่มงานสนับสนุนงานหลักดังกล่าว
แทนที่จะอยู่รวมกลุ่มกับสายวิชาชีพด้านสุขภาพแล้ว จะมีผลกระทบอย่างไรต่อผู้ที่อยู่ในสายงานนี้
การปรับปรุงระบบจำแนกตำแหน่ง และปรับปรุงระบบค่าตอบแทนใหม่ ได้กำหนดองค์ประกอบของค่าตอบแทนเป็น
5 ส่วน ได้แก่ เงินเดือนพื้นฐาน (ซึ่งเป็นส่วนที่ใช้ในการคำนวณบำเหน็จบำนาญ)
เงินเพิ่ม (หมายถึงเงินประจำสายอาชีพ ซึ่งกำหนดให้มีความหลากหลาย ตามอัตราความต่างระหว่างค่าตอบแทนภาคราชการ
กับค่าตอบแทนในตลาดแรงงาน) สวัสดิการและผลประโยชน์เกื้อกูล ซึ่งเป็นส่วนที่ได้รับอยู่แล้วในปัจจุบัน
เงินเพิ่มตามผลงานประจำปี (Performance Pay) เป็นเงินค่าตอบแทนการปฏิบัติงาน
ที่สามารถบรรลุตัวชี้วัดหลักของหน่วยงาน และเงินค่าตอบแทนพิเศษตามสมรรถนะ
(Competency Pay) อันเป็นค่าตอบแทนส่วนที่เพิ่มเติมจากระบบปัจจุบัน
ซึ่งนำไปสู่การกำหนดบัญชีอัตราเงินเดือน ให้มีความหลากหลายตามโครงสร้างของตำแหน่ง
และกำหนดอัตราการปรับบัญชีอัตราเงินเดือนของแต่ละกลุ่มงาน โดยเทียบเคียงกับภาคเอกชนตามความสำคัญ
นั่นก็คือ การปรับบัญชีอัตราเงินเดือนของเทคนิคการแพทย์ จะอยู่คนละบัญชีกับสายงานด้านสุขภาพอื่นๆ
หากจะกล่าวโดยรวบรัดก็คือ แท่งเงินเดือน คนละแท่งนั่นเอง
แม้เอกสาร
"ต้นแบบสมรรถนะ" เมื่อเดือนมกราคม 2547 ที่กล่าวถึงข้างต้น
จะระบุในตอนท้ายว่า "เอกสารนี้ยังอาจมีการปรับปรุง ขอความกรุณาอย่าเพิ่งเผยแพร่"
ซึ่งหมายถึง อาจมีการปรับปรุงการจัดกลุ่มงานต่างๆ จากฉบับร่าง ให้เข้าที่เข้าทางตามอย่างที่ควรจะเป็นในภายหลังแล้วก็ตาม
แต่เอกสารฉบับนี้ ก็พอจะส่งสัญญาณผิดปกติบางประการต่อวิชาชีพของเราได้
หากเราไม่ติดตามอย่างใกล้ชิด ก็อาจจะเกิดเหตุการณ์ชนิด "กว่าจะรู้สึกตัวก็สายเสียแล้ว"
ก็เป็นได้
องค์กรวิชาชีพ
ไม่ว่าจะเป็นสภาเทคนิคการแพทย์ สมาคมเทคนิคการแพทย์ และสภาคณบดีสถาบันผู้ผลิตบัณฑิตเทคนิคการแพทย์
ไม่ควรนิ่งเฉยกับเหตุการณ์นี้ แต่ควรเร่งหาคำตอบให้ชัดว่า ท้ายที่สุดแล้วข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร
เทคนิคการแพทย์ของเรายืนอยู่ในสถานะใด ยังอยู่ในกลุ่มวิชาชีพเฉพาะหรือไม่
ตกขบวนรถไฟสายสุขภาพไปหรือยัง เพราะนี่คืออนาคตของพวกเราชาวเทคนิคการแพทย์
ที่เป็นข้าราชการพลเรือนตาดำๆ หลายพันชีวิต
ผู้เขียนคาดหวังว่า
เมื่อบทความนี้เผยแพร่ออกไป จะมีผู้ลุกขึ้นมาโต้แย้งด้วยข้อมูลในเชิงลึกกว่าข้อมูลที่ผู้เขียนมีอยู่ในมือขณะนี้
และจะยินดียิ่งขึ้นไปอีก ถ้าจะมีผู้ใหญ่ในวิชาชีพของเรา ออกมาแถลงว่า
ข้อมูลของผู้เขียนเป็นข้อมูลไม่ถูกต้อง คลาดเคลื่อน เพราะนั่นย่อมแสดงให้เห็นว่า
สิ่งที่เราหวาดวิตกกันอยู่ในเวลานี้ ได้รับการเยียวยาแก้ไขจากผู้มีอำนาจแล้ว
|